Archive for the ‘Journals’ Category

Articles

Moved (Again…)

In Journals,Thoughts on December 20, 2011 by fishix

I’ve now moved to art.tosborvorn.com. Hopefully this will be the last one :)

Advertisements

Articles

วันละภาพ

In Arts,Journals,Thoughts on June 23, 2011 by fishix

สวัสดีกันอีกครั้งนะครับ หลังจากหายไปนาน ก็สอบเสร็จไปประมาณสองอาทิตย์แล้ว ตอนนี้ก็อยู่ในช่วงที่ยังปรับตัวกับความว่างไม่ค่อยได้เท่าไหร่ ก็เลยเหมือนอยู่ไปวัน ๆ (แย่จัง) ทำนู่นทำนี่ หลัง ๆ มานี่ค่อยได้ทำอะไรที่ดูมีประโยชน์หน่อย วาดรูปบ้าง อัดเพลงบ้าง (อะไรบ้าง) ตอนนี้มีเวลาอยู่ซักชั่วโมงนึงก่อนนอน ก็เลยว่ามาเขียน blog ก็แล้วกัน

เรื่องที่จะเขียนนี่ที่จริงก็จะเขียนมาซักพักนึงแล้ว (เมื่อประมาณครึ่งปีก่อน) แต่ก็ยุ่งมากจนไม่ได้เขียนซักที กระนั้นแล้ว อย่าเสียเวลาอยู่เลย เริ่มกันเลยดีกว่านะครับ

เมื่อประมาณต้นปีก่อน ไปเจอเว็บนึงน่าสนใจดี เป็นเว็บรวมรูปภาพที่คน ๆ นึงถ่ายไว้วันละภาพ ตั้งแต่ปี 1979-1997 รูปสุดท้ายลงวันที่ 25 ตุลาคม 1997 เป็นวันที่เค้าเสียชีวิตไป รวมทั้งสิ้น 18 ปี 6 เดือน กับอีก 25 วัน เป็นจำนวน 6,778 ภาพ (ตาม WolframAlpha)

ก็มาคิดดูว่า น่าทำดีเหมือนกัน เพราะว่าตั้งใจจะเขียนบันทึกคล้าย ๆ กับไดอารี่ อะไรพวกนี้มาตั้งนานแล้ว แต่ก็ไม่มีเวลาและไม่ขยันพอซักที (เขียนนานสุด 7 วัน) ใช้วิธีถ่ายรูปเอาก็น่าจะใช้เวลาน้อยดี เห็นน้องแป้ง (STEP XII) เอามาถ่าย ๆ ก็ดูโอเคดี ก็เลยสั่งซื้อกล้อง Fuji Instax mini 55i มาเกือบจะทันทีจาก eBay…​ วันที่ 29 มกราคม เมื่อปีที่แล้ว กล้องก็มาถึงที่ Kimball แล้วก็เอามาประเดิมรูปของวันแรกไป

จุดประสงค์หลัก ๆ ที่คิดไว้ตอนแรกก็คืออยากจะบันทึกอะไรในชีวิตลงไป ไม่รู้คนอื่นเป็นเหมือนกันรึเปล่า แต่เวลาได้ย้อนไปดูอะไรเก่า ๆ แล้วก็รู้สึกดีเหมือนกัน ไม่ว่าความทรงจำช่วงนั้นจะดีหรือจะไม่ดีแค่ไหน ประมาณว่าวันนั้นเจออะไรก็ถ่ายมาล่ะครับ ช่วงไหนอยู่ห้องสมุดติดกันเป็นอาทิตย์เพื่อปั่นเปเปอร์ก็จะรู้ได้ทันที

ถามว่า ถ่ายทุกวันเลยเหรอ ก็ไม่ใช่นะครับ บางวัน (แต่เป็นส่วนน้อย) ก็แอบโกงบ้าง ถ่ายย้อนหลัง บางทีอะไรที่เก็บได้แต่ไม่มีเวลาถ่ายจริง ๆ เช่นตอนกำลังจะไป snow trip นี่ ก็เก็บหนังสือพิมพ์ที่ Stanford กำลังจะแข่ง Big Game กับ Berkeley เอาไว้ กลับมาถ่ายทีหลัง เป็นต้น

นับมาถึงตอนนี้ก็ 510 วันแล้ว หลังจากที่เริ่มถ่ายรูป “โพลารอยด์” มา (อันที่จริงโพลารอยด์เป็นชื่อบริษัทแรกที่ผลิตฟิล์มแบบเห็นภาพทันที คนก็เลยมักเรียกกล้องพวกนี้ว่ากล้องโพลารอยด์กัน เหมือนที่เรียกผงซักฟอกว่าแฟ้บนั่นแหละครับ) ก็ได้รูปมาทั้งหมด 509 รูป (ของวันนี้ยังไม่ได้ถ่าย) เก็บใส่กล่องที่ซื้อมาจาก Daiso ซึ่งขนาดพอดีมาก เก็บได้กล่องละแปดเดือน ตอนนี้ก็ได้สองกล่องกว่า ๆ แล้ว ก็ได้อะไรจากโปรเจคนี้มากกว่าการบันทึกสิ่งต่าง ๆ ในชีวิตเยอะเหมือนกัน อย่างเช่นว่าเป็น conversation starter ที่ดีมาก เวลาไปไหน ก็จะมีหัวข้อคุยกับคนที่ยังไม่รู้ว่าเราทำโปรเจคนี้อยู่เพิ่มอีกหนึ่งเรื่อง หลายคนก็สนใจจนซื้อกล้องกันไปเลยทีเดียว (พี่หวัง เป็นต้น) นอกจากนั้น การที่ต้องพกกล้องนี้ไปไหนต่อไหน ก็ทำให้เวลาเดิน ๆ ได้ดูนู่นดูนี่ไปเรื่อย เผื่อจะเห็นอะไรสวย ๆ ที่น่าถ่ายรูปบ้าง หรือเวลานั่งทำงานเบื่อ ๆ ก็มีการออกไปเดินถ่ายรูปเป็น study break ไปในตัว (แต่ส่วนใหญ่แล้วถ้างานรัดตัวจริง ๆ จะออกแนวถ่าย ๆ ให้เสร็จมากกว่า)

ก็นั่นแหละครับ ที่มา และความเป็นไปของโปรเจคนี้ ยังไม่รู้เหมือนกันว่าจะทำไปอีกถึงเมื่อไหร่ เพราะรูปนึงก็ตก $0.70 กว่า ๆ ก็แพงอยู่เหมือนกัน แต่ถ้ายังอยากทำอยู่ก็คงทำไปเรื่อย ๆ แหละครับ :)

สุดท้ายนี้ฝากรูปที่วาดมาจากรูปถ่ายของวันที่ 15 ธันวาคม 2553 ไว้ก็แล้วกันครับ

Articles

ตั้งใจอ่านหนังสือสอบ

In Journals on February 15, 2011 by fishix

เนื่องด้วยข้าพเจ้าจักต้องเตรียมตัวสอบวัดความรู้ หรือที่เรียกเปนภาษาฝรั่งว่า กัมปรีเฮนซีฟ เอ็กซาม อันจักมีขึ้นในเดือน ๖ นี้ ข้าพเจ้าจึงจักหายไปช่วงจตุมาสหนึ่ง หรือจนกว่าเอ็กซามจะเสร็จสิ้นกระบวนความ

จึงประกาศมาให้ทราบโดยทั่วกัน

Articles

Snow Trip

In Journals on December 18, 2010 by fishix

ได้เข้ามาเขียนกันซักที หลังจากที่โอ้เอ้อยู่นาน ไม่รู้ว่าจะมีคนอ่านกันหรือเปล่า หลังจากที่ย้ายที่ไป ๆ มา ๆ อยู่หลายครั้ง แต่ไม่เป็นไร ฮ่า ๆ เขียนไว้อ่านเองเป็นหลัก (ว่าเข้านั่น) แต่ถ้าใครผ่านเข้ามาเจอก็ขอต้อนรับ และหวังว่าจะสนุกไปกับการอ่านด้วยนะครับ

วันนี้จะเล่าให้ฟังถึง snow trip ที่ไปกันมาเมื่อเกือบ ๆ เดือนที่แล้ว เป็นทริปที่น่าจะจำได้ไปอีกนาน​ เพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลา เริ่มกันเลยดีกว่านะครับ

ตอนที่หนึ่ง: ช่วงบ่ายกลางสายฝน

ทริปนี้เริ่มต้นขึ้นในวันเสาร์ที่ 20 พฤศจิกายน… มีผู้ร่วมประสบชะตากรรมทั้งหมด 10 ท่าน (นับดี ๆ จะได้ 12 หรือ 13 ท่าน) ได้แก่ (เรียงตามลำดับอาวุสโส) พี่ขวัญ ปิ๊ง จ๊อบ ชน น้องหอย แม็กซ์ น้องมิน แมน ไมค์ ดุสิด ไบรท์ แล้วก็ดัสติน (นอกจากนี้ยังมีตัวผู้เขียน ซึ่งยังไม่แน่ใจว่าจะใช้สรรพนามแทนว่าอะไรดี… สังเกตว่าจะหลีกเลี่ยงมาตลอด จนตอนนี้… เรียกว่า เรา ก็แล้วกัน)

นัดแนะกันว่าจะออกประมาณเที่ยง แล้วยังไงก็ไม่รู้ กว่าจะได้ออกจริง ๆ ประมาณบ่ายสองได้ ก็ไม่ได้สนใจเท่าไหร่ เพราะดู Big Game อยู่พอดี ปีนี้ Stanford Football เทพมาก ชนะ 11 แพ้ 1 เท่านั้น นับเป็นปีที่เริ่มดูอเมริกันฟุตบอลได้ถูกต้องจริง ๆ ฮ่า ๆ

พี่ขวัญขับรถมารับ ในรถนั้นก็มีแม็กซ์ ไมค์ แล้วก็ดุสิต (ดัสตินกับไบรท์ด้วย) หลังจากไปรับของคนนู้นคนนี้เรียบร้อยแล้วก็ขับออกจากมหาลัย มุ่งหน้าไปทางตะวันออก ข้ามสะพานไป ไปเจอกับรถอีกคันนึงที่ In-N-Out (เพื่อความสะดวกได้แนบแผนที่มา ณ ที่นี้ด้วย)

กินอะไรกันเสร็จเรียบร้อยก็เดินทางต่อจุดหมายต่อไปเป็นที่งาน Ski Dazzle 2010 (อ่านแบบมีสำเนียงนิดนึงว่า “สะกีแด๊ซเซิ่ล ทูท้าวซั่นแอ่นด์เทน”) ในเมือง Sacramento ระหว่างทางก็มีฝนตกหนักถึงหนักมาก คลื่นทะเลความสูงสองเมตร ชาวประมงที่จะออกใช้เรือให้ใช้ความระมัดระวัง (หน้าตาคงจะคล้าย ๆ เรือ เพราะใช้แทนกันได้) รถก็ติดนิดหน่อย แต่ก็ยังพอจะเคลื่อนตัวได้ ที่จะไปก็เพราะว่างานนี้เนี่ยะ มีคูปอง lift ticket แบบซื้อสองแถมหนึ่งครับ อืม… lift ticket คืออะไร หลายคนอาจจะสงสัย…​ ก็คือว่า สกีหรือ snowboard เนี่ยะ เป็นกีฬาที่ดูแล้วไม่ค่อยมี point เท่าไหร่ ขึ้นเขาไป แล้วก็ไหล ๆ กลับลงมาที่เดิม ฮ่า ๆ ตอนจะขึ้นเขา ถ้าจะเดินขึ้นไปก็คงจะเหนื่อยขนาดเป็นกีฬาไปได้ในตัว เค้าก็เลยสร้างลิฟต์ขึ้นมาจากข้างล่างขึ้นไปข้างบน ราคาปกติก็ประมาณ​ $70 ต่อวัน คูปองนี้ราคา $10 แต่ซื้อได้สองใบ ก็คือลดราคาลงมาเหลือ $40 ต่อวัน (เท่านั้น)

ที่งานนั้นนอกจากจะมีคูปองที่ว่านี้แล้ว ก็ยังมีชุดกันหนาว กางเกงสกี ถุงมือ และอื่น ๆ อีกมากมายในราคาเป็นกันเอง ก็เลยได้ซื้อเสื้อมาหนึ่งตัว ($70) กับถุงมือหนึ่งคู่ ($10) ส่วนคนอื่น ๆ ก็ซื้อของตามอัตภาพกันไป น้องมินก็ได้เสื้อสีแดงคุณภาพดีมากมาหนึ่งตัว :P

ออกมาจากที่นั่นก็เริ่มหิวกัน ประกอบกับความที่ไม่อยากกิน fast food กันอีกแล้ว ก็เลยหาร้านมั่ว ๆ ดู ก็เจอร้านนึงห่างออกไปไม่มาก ชื่อร้าน C F Cheng (มีลิงค์ให้ซะด้วย น่าจะได้ค่าโฆษณานะเนี่ยะ) อร่อยมาก ๆ เจ้าของร้าน (เค้าให้เรียกเค้าว่า Uncle Mike) ก็เป็นกันเอง แถมยังรู้อีกว่ากินแบบ Thai style เนี่ยะ ใช้ช้อนกับส้อม อาหารอร่อยหลายอย่าง แต่จำได้อยู่อย่างเดียวตอนนี้คือผัดผักเต้าเหมี่ยว (เขียนงี้ป่าว) เสร็จแล้วก็เดินไปร้านที่อยู่ถัดไปประมาณ 5 ร้าน จะกินโบบ้า (คือชานมไข่มุก) แต่ไปถึงร้านก็พบว่ามันปิดซะแล้ว ใครนึกภาพช่วงนี้ไม่ค่อยออกก็จะมีคนไทยอยู่กลุ่มนึง เดินตากฝนหนาว ๆ ไปตามถนนมืด ๆ ในเสื้อกันหนาวที่บางคนเพิ่งซื้อมาแบบยังไม่ได้แกะป้ายราคาออก เดินคอตกกลับมาที่รถ แต่แววตาก็ยังมีประกายเพราะรู้บ้านพักอันแสนอบอุ่นนั้นอยู่อีกไม่ไกล

(คั่นรายการ ระหว่างนี้ดุสิตไปทำอะไรซักอย่างที่ร้านพิซซ่า พอขึ้นมาคนในรถก็เล่นมุกกัน เอ๊ะ แล้วดัสตินล่ะ ไม่รอมันเหรอ… อ่า มันคนเดียวกัน… อ้าว แล้วไบรท์ล่ะ… ขำกันสนุกสนาน)

ตอนที่สอง: ผจญภัยในขุนเขา

ขับออกไปจาก Sacramento ก็ไปขึ้น Route 50 ขับไปได้ซักพัก หิมะก็เริ่มเปลี่ยนสภาพกลายเป็นเกล็ด ๆ แล้วจากนั้นก็เปลี่ยนมาเป็นหิมะอย่างเต็มตัว ทุกคนดีใจสนุกสนานกันใหญ่ อารมณ์ว่าได้เห็นหิมะแล้ว พอถึงประมาณไมล์ที่ 50 ได้มั้ง ก็มีด่านตรวจโซ่อยู่ เรียกเป็นภาษาอังกฤษว่า chain control นะครับ ด่านพวกนี้ก็มีหน้าที่บังคับให้รถที่จะผ่านด่านใส่โซ่ที่ล้อ (หน้าตาเป็นแบบนี้) เนื่องจากสภาพถนนข้างหน้ามีหิมะตกหนักและอยู่ในพื้นที่ภูเขา ถ้าล้อลื่นไปอาจเกิดอันตรายได้ ตัวโซ่ที่ใส่ไว้นี่ก็จะทำให้ล้อเกาะถนนได้ดีขึ้น ไม่ติดอยู่ในหิมะ มีข้อยกเว้นอยู่นิดหน่อยคือรถขับเคลื่อนสี่ล้อสามารถผ่านไปได้โดยไม่ต้องใส่โซ่

คันที่นั่งมานี่เป็นแบบขับเคลื่อนสี่ล้อ ก็เลยผ่านไปได้ด้วยดี ขับไปซักพักก็ว่าอีกคันเริ่มห่างไปเรื่อย ๆ เลยคิดว่าจอดรอก่อนดีกว่า ก็เลยไปจอดอยู่ข้างทาง…​ ด้วยความที่ไม่รู้จะทำอะไร ก็เลยปั้นตุ๊กตาหิมะ ถ่ายรูป ปาหิมะ ฯลฯ กันอย่างสนุกสนาน… ส่วนอีกคันนึงเป็นแบบขับเคลื่อนสองล้อ แต่รูปร่างมันดูเหมือนขับเคลื่อนสี่ล้อ ตอนแรกคิดกันว่าคงพอขับได้อยู่ ก็เลยบอกตำรวจไปว่าเป็นแบบขับเคลื่อนสี่ล้อ ตำรวจก็ปล่อยผ่านมา ซักพักหิมะเริ่มตกหนักขึ้นเลยว่างั้นซื้อโซ่ดีกว่า เปิดหาดูปั๊มน้ำมันที่ใกล้ที่สุดก็อยู่ที่ Pollock Pines ก็เลยว่าจะไปลองดูที่นั่น แต่ปรากฏว่าปิดซะแล้ว ก็เลยขับต่อไปเรื่อย ๆ

ถึงตอนนี้หิมะเริ่มตกแบบเป็นการเป็นงาน นึกภาพทางมืด ๆ แล้วก็มีหิมะขาว ๆ ตกลงมาเรื่อย ๆ แต่จะเห็นก็เฉพาะตอนที่ลงมาใกล้พอที่ไฟหน้ารถจะส่องได้เท่านั้น ถ้าลองเปิดไฟสูงก็เห็นเม็ด ๆ สีขาวเต็มจอเลย ขับตาม ๆ กันมาตาม CA-50​ โดยรถคันที่พี่ขวัญขับนั้นขับนำอยู่ อีกคันก็ขับตาม ๆ มา พอดีมีโค้งนึง เป็นโค้งขึ้นเขานิดหน่อย ก็คิดอยู่ว่าอีกคันจะขึ้นมาได้มั้ย หันกลับไปดู ก็เริ่มเห็นแสงไฟหน้าของรถคันหลังค่อย ๆ หรี่ไป…​ หรี่ไป… และมืดลงไปในที่สุด

พี่ขวัญจอดรถรออยู่พักใหญ่ ๆ ก็ไม่มีทีท่าว่าจะมา คนที่นั่งมาด้วยในรถก็เลยว่าเดี๋ยวเดินกลับไปดูดีกว่า เดินไปกันสามคน ซักพักก็เจอรถอีกคันอยู่ ติดหิมะ ขับขึ้นต่อไม่ได้ ก็เลยให้คนอื่น ๆ ลงมากันก่อน พอดีมีรถโกยหิมะผ่านไปพอดี ก็เลยมีหิมะหนา ๆ ที่ต้องลุยไปอีกไม่มากเท่าไหร่ สุดท้ายก็เลยว่าเปลี่ยนรถกันดีกว่า มีเรา แม็กซ์ แมน ดุสิต ดัสติน ไบรท์ นั่งคันสีดำที่ขับเคลื่อนสองล้อนี่ ส่วนคนอื่น ๆ ได้แก่ชน จ๊อบ ปิ๊ง น้องมิน น้องหอย ไปนั่งคันสีขาวที่พี่ขวัญขับ เผื่อมีปัญหาอะไรน่าจะโอเคกว่า

ตอนนี้หิมะตกลงมาซักหกนิ้วได้แล้วมั้ง รถโกยหิมะก็วิ่งอยู่เรื่อย ๆ คงจะต้องวิ่งอย่างนั้นทั้งคืน วิ่งผ่านไปยังไม่ทันไร ถนนก็ขาวโพลนอีกแล้ว ขับมาได้ซักพัก (ตามกันมาเรื่อย ๆ ตลอด) ก็มาถึง chain control อีกอันนึง คันสีขาวอยู่ข้างหน้า มี 4WD ก็สบาย ตำรวจโบกผ่านโลด พอคันขาวผ่านไป ตำรวจก็โบกให้คันพวกเราเลื่อนไปมั่ง ไม่รู้เค้าตั้งใจรึเปล่า ตรงที่จอดรอนั่นมีกองหิมะใหญ่มากเลย พอขับไปล้อก็ส่ายเป็นหางปลากันเลยทีเดียว จอดตรงหน้าเค้าก็ได้แต่ทำหน้ายิ้มแหย ๆ เพราะเค้ารู้แน่ว่าไม่มี 4WD เค้าก็เลยบอกให้ไปจอดข้าง ๆ ก่อน ส่วนคันพี่ขวัญนี่ขับนำหน้าไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

ตอนนั้นก็งง ๆ นิดนึง ตำรวจบอกว่าร้านขายโซ่ที่ใกล้ที่สุดก็ต้องขับกลับไป 16 ไมล์ (ซึ่งขับในสภาพอากาศแบบนั้นไปกลับก็ประมาณชั่วโมงนึงได้) แต่ตำรวจบอกว่าจะลองโทรไปถามรถโกยหิมะดู ว่าซื้อมาให้ได้รึเปล่า… ที่แย่คือตรงนั้นไม่มีสัญญาณมือถือเลย ตำรวจก็เลยโทรไม่ได้ แล้วเราก็เลยโทรไปหาอีกคันไม่ได้ ว่าเอายังไง รอไปประมาณครึ่งชั่วโมงก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้น (ตอนนั้นเที่ยงคืนกว่าแล้วมั้ง) ก็เลยว่าคงต้องขับกลับไปซื้อโซ่ แต่ก็ต้องบอกอีกคันก่อน ไม่งั้นจะไม่รู้เร่ืองกัน ก็เลยว่าลองเดินไปดูว่ารถสีขาวจอดอยู่รึเปล่า ก็เดินไปตามถนนมืด ๆ (อีกแล้ว) กะว่าถ้าพ้นโค้งไปแล้วไม่เจอก็เดินกลับแล้ว กำลังจะหันหลังกลับ พี่ขวัญก็ขับมาพอดี แล้วก็บอกว่ามีร้านโซ่อยู่ข้างหน้าอีกนิดเดียว… มารู้ทีหลังว่าที่จริงตำรวจพยายามโทรหาร้านนี้ แต่คงคิดว่าปิดไปแล้ว… ยังไงก็ขับมา เจ้าของร้านเป็นคนเกาหลี จ่ายค่าโซ่ไป $150 (พร้อมให้เค้าใส่ให้)

พอติดโซ่ปุ๊บ คนละเรื่องเลย เกาะถนนดีมาก รู้งี้ซื้อมานานแล้ว ฮ่า ๆ เหลือทางอีกประมาณ 40 กว่าไมล์จะถึง Tahoe แต่ทรรศนวิสัยแย่ลงตามลำดับ เพราะหิมะตกหนักขึ้นเรื่อย ๆ ถึงจุดนี้แล้วมองอะไรไม่เห็น ต้องตามทางล้อที่คันหน้าทำไว้อย่างเดียวเลย ที่ปัดน้ำฝนก็แย่มาก ปัดได้ทุกที่ ยกเว้นตรงหน้าคนขับ – -” ก็เลยต้องจอดลงไปแกะน้ำแข็งที่เกาะอยู่กับยางที่ปัดน้ำฝนบ่อย ๆ ในที่สุดใช้เวลาเกือบ ๆ สองชั่วโมงก็ถึงตัวเมือง South Lake Tahoe ใช้เวลารวมครึ่งวัน

ตอนที่สาม: ความสนุกไม่มีวันหมด

มาถึงตัวเมืองแล้วก็เฮฮากันใหญ่ มีโซ่ มี 4WD อ๊ะ สบาย ไปไหนก็ได้แล้ว อารมณ์แบบว่ารอดจากการผจญภัยในภูเขามาได้จนถึงเมืองนี่แล้ว ประสบความสำเร็จเป็นอันมาก ก็เลยคุยกันว่าคันขาวจะไปเอากุญแจบ้านมาจาก office ก่อน แล้วคันดำก็จะไปซื้อของพวกขนมนมเนย (เป็นกลุ่มคำที่อ่านยากดี) มาจาก Safeway แล้วก็ไปเจอกันที่บ้าน อีกไม่เกินชั่วโมงคงได้นอน

คันเราไป Safeway ก็สนุกสนาน ซื้อนู่นซื้อนี่เสร็จ ก็ขับออกมาด้วยความสบายใจและมั่นใจว่า ถนนไหน ๆ ในโลกนี้ก็ไม่กลัวแล้ว มีโซ่ซะอย่าง :P ขับออกมาถึงถนนก็เลี้ยวซ้ายเลยจ้า ปรากฏว่ามันเป็นถนนแบบมีเกาะกลาง แล้วก็กำลังขับผิดทางอยู่ – -” แต่ตอนนั้นดึกแล้ว ไม่ค่อยมีรถ ก็เลย อ่ะ ด้วยความโปร ขับข้ามเกาะกลาง (ซึ่งเป็นแค่กองหิมะ) ไปเลยละกัน ขับไปก็ติดอยู่นิดนึง แต่เร่ง ๆ หน่อยก็มีเสียง กึ๊ก แล้วก็ขับไปได้อย่างสบาย

กำลังจะเลี้ยวเข้าถนนก่อนเข้าบ้าน ก็ได้ข่าวจากอีกคันนึงว่ารถเค้าติดหิมะอยู่ แต่ก็คิดว่าคงไม่เป็นไรมาก เดี๋ยวไปรออยู่ที่บ้านก่อนละกัน ขับเข้าไปถึงก็หาเลขที่บ้าน (ใน GPS ไม่ได้ละเอียดขนาดนั้น) ก็ลองขับ จอด แล้วก็มีน้องดุสิตกับแมนวิ่งลงไปดู (หิมะขึ้นมาประมาณหัวเข่าแล้วตอนนี้) แล้วก็บอกว่า ม่าย ๆ ต้องไปต่อ ทำยังงี้อยู่หลายรอบเหมือนกัน มีที่ต้องเลี้ยวเข้าไปแล้วต้องกลับรถออกมาด้วย คิดในใจว่า หืมม นี่ถ้าไม่มีโซ่นี่แย่เลยนะเนี่ยะ ว่าแล้วก็ถอยหลังกลับรถอย่างสบาย ที่วิ่ง ๆ หานี่มีอยู่บ้านนึงเปิดไฟทิ้งไว้ ก็คิดว่ามีคนอยู่แล้ว ก็เลยไม่ได้ดู ปรากฏว่าเค้าเปิดไฟทิ้งไว้ให้พวกเรานั่นแหละ ฮ่า ๆ ก็เลยจะไปถอยรถมาจอดหน้าบ้าน

เหยียบคันเร่ง… รถไม่ขยับ… เหยียบแรงอีกหน่อย…​ ไม่ขยับ… มีกลิ่นไหม้แทน

เอาล่ะวา…​ วิ่งลงไปดู ปรากฏว่าล้อข้างนึง โซ่หายไปตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้ (มูลค่า $75) ก็วิ่งออกตามหาแถว ๆ นั้นกันอยู่นาน ในที่สุดก็ได้ข้อสรุปว่าคงจะหลุดอยู่ตรงหน้า Safeway นั่นแหละ >.< ด้วยความงก ก็เลยอยากจะไปเอากลับมา แต่รถอีกคันก็ยังติดอยู่ (ถึงตอนนี้ต้องโทรเรียกรถยกมาแล้ว) ก็เลยจะออกไปกันเอง ก็ไป “ยืม” พลั่วของบ้านข้าง ๆ มาโกยหิมะออกไปเยอะมาก จนรถถอยได้ แล้วก็ขับกลับไปที่ Safeway

ประมาณตีสี่ ถ้าใครผ่านหน้า Safeway ไปก็จะเห็นเด็กสี่คนยืนเล่นหิมะกันอย่างสนุกสนานอยู่ตรงเกาะกลางถนน หารู้ไม่ว่ากำลังหาโซ่กันอยู่ หนาวมาก ๆ (ปลายกางเกงยีนส์แข็งไปเลย) ขุดกันไปได้สักพักก็มีตำรวจมาถามว่าทำอะไรกันอยู่ ก็บอกเค้าไป เค้าก็บอกว่าอ่อ งั้นโชคดีแล้วกัน ระวัง ๆ ด้วยล่ะ แต่ขุดไปได้อีกแป๊ปนึงก็ต้องยอมแพ้ เพราะหนาวจริง ๆ ก็เลยขับกลับบ้านด้วยโซ่ข้างเดียว กลับไปรออยู่ที่หน้าบ้าน…

ชะตากรรมรถอีกคันนึง มารู้ทีหลังว่าเลี้ยวเข้าไปตรงที่เป็นกองหิมะ รถติดอยู่นาน กุญแจก็เอาไม่ได้ จนต้องโทรเรียก vice president ของบริษัทมาจัดการ (ตอนเกือบ ๆ ตีห้า) ในที่สุดก็มาพบกันที่บ้านตอนตีห้ากว่า ๆ ทุกคนเข้าบ้าน อาบน้ำ แล้วก็ได้นอนกันตอนหกโมง – -” นับเวลาได้ประมาณ 15-16 ชั่วโมงหลังจากออกมาจาก Stanford

เขียนมาถึงตรงนี้ก็เหนื่อยพอ ๆ กับที่ไปมาเลย ฮ่า ๆ เพราะเขียนยาวมาก คาดว่าคนอ่านก็คงเหนื่อยพอ ๆ กัน :P ถือว่าประสบความสำเร็จในการเล่าเรื่องเป็นอย่างมาก ฮ่า ๆ

จริง ๆ แล้วมีอยู่อีกหลายอย่างเหมือนกันหลังจากนี้ก่อนจะกลับมาอีกสี่วันให้หลัง แต่กลัวว่าถ้าเขียนทั้งหมด เรื่องนี้จะกลายเป็นหนังสือไปซะ เล่าคร่าว ๆ ก็แล้วกัน ประมาณว่า ต้องซื้อโซ่อีกรอบนึง ไม่ได้สกีเท่าไหร่ เพราะลมแรงมาก ได้สกีอยู่ครึ่งวัน แต่กว่าจะไปสกีอันนั้นได้ก็ต้องขับอ้อมทะเลสาบไป 40 ไมล์… แม็กซ์ แมน ดุสิต กลายเป็นทีมเชี่ยวชาญเรื่องโซ่ไปเลย… หิมะตกเยอะมาก ขากลับก็เจอพายุหิมะอีกรอบ… ถ้าใครเคยดู Dante’s Peak ตอนที่เถ้าภูเขาไฟคลุมเมืองล่ะก็ประมาณนั้นเลย เห็นว่าตกมาประมาณ 5-6 ฟุตได้… นอกจากนั้นก็ไปเล่น blackjack มานิดหน่อย ลงเงินไปคนละ $20 ได้กลับมาประมาณ $30 ถือว่าพอใช้ได้ (แต่ยังไงก็เอามาลบค่ารถลาก ค่าโซ่ ฯลฯ ไม่หมด ฮ่า ๆ)

ก็เป็นทริปที่สนุก แล้วก็ได้เรียนรู้หลาย ๆ อย่างดี รู้สึกดีที่ทุกคนทำให้อุปสรรคต่าง ๆ กลายเป็นเรื่องผจญภัย เป็นประสบการณ์ที่สนุกและมีคุณค่าได้ แล้วก็รู้สึกว่าถ้าเจออะไรอย่างงี้ในอนาคตก็รู้มากขึ้นในระดับนึงว่าต้องทำอะไรยังไงบ้าง

ไป snow trip คราวหน้า หวังว่าจะได้เล่าเรื่องสกี (หรือ snowboard) มากหน่อย แล้วก็เรื่องการเดินทางน้อยหน่อย ฮ่า ๆ ครั้งหนึ่งในชีวิตก็สนุกแล้วล่ะ ^^

ปล. ขอบคุณรูปสวย ๆ จากน้องชนนะครับ

Articles

Circle Painting

In Arts,Journals,Thoughts on February 10, 2009 by fishix

Yes, I have three midterms coming up in the next 2 days, and yet I’m still doing this. I just want to talk really quickly about something called Circle Painting.

So what is Circle Painting? It’s basically a process in which a group of people come together and create a painting. The process is very simple with basic instructions, but the result is quite amazing. Basically, you and your friends draw lines and shapes and build on each other’s. If you want to learn more, I really recommend you going to the official website: www.circlepainting.com.

I was introduced to this about 2 years ago on SEALNet Project Philippines. It was part of the attempt to show the connectedness of Southeast Asia. An artist Hiep Nguyen (who happened to be a twin brother of Hung Nguyen, whose partner is Leng Lim, one of the co-founders of SEALNet… wow!) went to 3 SEALNet projects that year and did 3 huge circle paintings with the SEALNet team and the locals in each country. The paintings are then shipped to Singapore for a display in the 40th ASEAN Celebration. Singapore’s prime minister also painted on the paintings.

After that, I did 2 more circle paintings. One is at the Bangkok School for the Blinds with blind students there. It all started when Hiep was traveling and happened to be in Bangkok. He asked me if there’s any place I could think of that he could do circle painting, and the school came up in my mind. Some of the Thai Scholars who were in Thailand at the moment were interested in helping out too. It was a challenging task, but it was really fun working with the children.

Another one was with the children at Baan Home Hug during SEALNet Project Thailand 2008. We did one big one which was put on the wall of the exhibition site, and we also drew them on t-shirts, which would be sold to visitors as souvenirs.

Now Hiep came up with the idea to spread Circle Painting around even further. The next step is to schools, including Stanford. Imagine a circle painting in Old Union!

Articles

โชว์รูปสี Pastel

In Arts,Journals on October 19, 2008 by fishix

จากกันไปเป็นเดือนเป็นปี มิได้พบกัน… คิดถึงคืนนึกถึงวันวานที่แล้วมา…
จากกันไปใจยังเหมือนเดิมซ้ำเพิ่มมากกว่า… เพิ่มแรงจิตจดจ่อนึกถึงจึงกลับมาใหม่…

ฮ่า ๆ หลังจากห่างหายไปนานกว่าสองเดือน ในที่สุดก็มีโอกาสที่จะมาเขียนอะไรเพิ่มซะที เรื่อง “การทดลอง ตอนที่ ๒” ก็ต้องขอผลัดไว้คราวต่อไป (ซึ่งก็ไม่รู้เมื่อไหร่เหมือนกัน) นะครับ เพราะตอนนี้มีอะไรตื่นเต้นกว่านิดนึงมานำเสนอ

หอที่อยู่ตอนนี้ชื่อว่า Kimball (ก็ที่เดียวกับปีที่แล้วนั่นแหละ) เค้าเรียกว่าเป็นหอ art-focused คือเป็นหอที่มุ่งเน้นด้านศิลปะเป็นสำคัญ เริ่มจากอาจารย์ประจำหอเลย ก็เป็นครูสอนดนตรีสองคน นอกจากนั้นหอก็ยังจัดกิจกรรมศิลปะต่าง ๆ เป็นกลุ่ม ๆ กันไป กลุ่มที่ว่านี้ก็จะมีคนอยู่ซัก ๑๐ คน ที่สนใจเรื่องคล้าย ๆ กัน แล้วก็มาเจอกันทุกสัปดาห์เพื่อทำกิจกรรมศิลปะร่วมกัน มีทั้งพวกที่ทำเกี่ยวกับดนตรี ลีลาศ การทำอาหาร วาดภาพระบายสี ทำหนัง ไปจนถึงศิลปะการป้องกันตัว

สำหรับกลุ่มที่อยู่ในเทอมนี้ก็เป็นกลุ่มที่ออกไปนั่งวาดรูป ใช้สีที่ฝรั่งเขาเรียกกันว่า pastel ซึ่งก็ไม่แน่ใจว่าภาษาไทยเรียกว่าอะไรเหมือนกัน อาจจะเป็นสีชอล์กมั้ง ลักษณะก็คือว่าพอฝนลงบนกระดาษแล้วจะเป็นผงฝุ่น ๆ ออกมา ซึ่งเราสามารถใช้นิ้วเกลี่ยให้ผสมกับสีอื่นได้ ทำให้ภาพที่ได้ออกมาดูนุ่มราวปุยนุ่น… อธิบายยังกับเรียนมายังงั้นเลย… ขอออกตัวก่อน (ไม่ได้วิ่งแข่งอยู่ ออกตัวก่อนเลยไม่เป็นไร ไม่ผิดกติกา) ว่าไม่ได้เรียนอะไรอย่างจริงจังเลย ที่พูดนี่ก็คือมั่วเอาทั้งนั้นนะครับ ใครที่รู้เรื่องก็ต้องขอความรู้ด้วย

ผ่านมาสองสัปดาห์ ก็ได้วาดไปสองรูป รูปแรกวาดเมื่อสัปดาห์ก่อน ที่ทะเลสาบ (แห้ง) ในสแตนฟอร์ดนี่เอง ชื่อว่า Lake Lagunita ใช้เวลาทั้งสิ้นเกือบ ๆ สองชั่วโมง ใช้ผงสีไปประมาณ ๑๗๓ กรัม (รู้ทำไมเนี่ยะ) ออกมาเป็นประมาณนี้ครับ

ส่วนรูปที่สอง เป็นรูปที่เพิ่งวาดเมื่อบ่ายวันศุกร์ที่ผ่านมา นั่งอยู่เบื่อ ๆ ก็เลยวาดดู ตั้งชื่อรูปไว้ว่า Distance ครับ รูปพวกนี้ (ที่ดูไม่ค่อยรู้เรื่องเท่าไหร่… วาดเพราะคนวาดไม่มีฝีมือวาดให้เหมือนของจริง) ภาษาศิลปะเค้าเรียกกันว่า แอ๊บแสตก (abstract) มั้งครับ ฮ่า ๆ

ส่วนความหมายหรืออะไรจะซ่อนอยู่ยังไง ก็ขอเชิญท่านผู้ชมวิเคราะห์กันเองนะครับ เค้าว่าศิลปะมันสนุกตรงนี้ ที่งานชิ้นนึงก็อาจจะมีความหมายต่างกันสำหรับคนดูแต่ละคน คิดว่ายังไงเขียนบอกไว้ก็คงจะดีไม่น้อย

คงไว้เท่านี้ก่อนก็แล้วกัน ต้องไปทำการบ้านก่อนแล้วครับ

Articles

สนามหลวง

In Arts,Journals on August 2, 2008 by fishix

ตอนไปเรียนที่ Loomis ได้ลงคลาสถ่ายรูปอยู่ครั้งนึง จำได้ว่าสนุกสนานมากพอสมควร ใครชอบถ่ายรูปแต่ยังไม่เคยลง ลองลงดูนะครับ คลาสนั้นเป็นคลาสถ่ายรูป “เบื้องต้น” คือถ้าใครยังไม่เคยลงคลาสนี้ ก็จะลงคลาสถ่ายรูปตัวอื่น ๆ ไม่ได้ สอนถ่ายรูปด้วยกล้องฟิล์มครับ เป็นกล้อง Pentax เก่า ๆ ตัวนึง กับฟิล์มขาวดำ ไว้วันหลังจะมาเล่าถึงประสบการณ์การทำงานกับกล้องฟิล์มนะครับ

ที่นึกถึงคลาสนี้ ก็เพราะมีวันหนึ่ง ครูบอกว่า ให้หารูปเก่า ๆ มารูปนึงที่เราถ่ายไว้ แล้วเขียนบรรยายว่าเกิดอะไรขึ้นบ้างก่อนที่จะถ่ายรูปนั้น วันนี้ ไหน ๆ ก็ยังไม่รู้ว่าบล๊อกนี้จะเขียนเกี่ยวกับอะไรดี ก็เลยจะมาลองเขียนแบบนั้นดูก็แล้วกันนะครับ

(แบ่งช่องว่างเพื่อความสบายตา)

วันนั้นจำได้ว่าเพิ่งสอบเอ็นทรานซ์เสร็จ (มีนาคม ๒๕๔๘) แล้วก็กำลังจะกลับบ้านกับเจ๊ซิม พอดีวั้นนั้นนึกครึ้มอกครึ้มใจยังไงไม่รู้ พกกล้องไปสอบด้วย… สอบเสร็จปรากฎว่ายังไม่อยากกลับบ้านกันทั้งคู่ ก็เลยตกลงกันว่าจะไปวัดพระแก้ว ไปถ่ายรูปกัน

ลงรถเมล์ที่สนามหลวง ก็มีคุณป้าคนนึงมาขายถั่วให้ เราก็ไม่ได้อยากซื้อเท่าไหร่หรอก แต่ป้าแกตื้อเอามาก ๆ ก็เลยซื้อไปถุงนึง สิบบาท กินไปจนหมด เอ๊ยไม่ใช่… ถั่วเอาไว้ให้นกพิราบต่างหาก… โปรยไปโปรยมาจนหมด ก็กำลังจะเดินต่อ แต่แล้วก็มีเด็กคนนึงจะมาขายอีก ถามไปถามมาได้ความว่า เค้าเป็นลูกของป้าคนนั้นนั่นเอง ก็เลยบอกไปว่าพี่ซื้อจากแม่หนูไปแล้ว แต่ต้องนับถือในความพยายามจริง ๆ น้องเค้าเริ่มขายเราที่แถว ๆ หน้าพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ขายไปขายมา เราก็เดินหนีไปเรื่อย ๆ จนถึงหน้าศิลปากร น้องเค้าก็ยังไม่หยุด ก็เลยต้องยอมแพ้ ตกลงให้เงินน้องเค้าห้าบาท แล้วให้น้องเค้าให้อาหารนกพิราบให้ ส่วนเราจะนั่งถ่ายรูปให้เค้าเป็นแบบ น้องเค้าก็ดีใจใหญ่ มาขอเป็นคนถ่ายมั่ง ขอไล่นกพิราบให้มันบินกันมั่ง สุดท้ายก็ได้รูปนี้แหละครับ :)

บอกน้องเค้าไว้ว่าวันหลังจะเอารูปนี้มาให้ แต่ถึงวันนี้ก็สามปีแล้วสิ ยังไม่ได้เอาให้น้องเค้าเลย เค้าจะยังอยู่ที่นั่นมั้ยน้อ